วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

อาเซียน คือ

ประชาคมอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN) เป็นองค์กรระหว่างประเทศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีจุดเริ่มต้นโดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ร่วมกันจัดตั้ง สมาคมอาสา (Association of South East Asia) เมื่อเดือน ก.ค.2504 เพื่อการร่วมมือกันทาง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม แต่ดำเนินการไปได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากความผกผันทางการเมืองระหว่างประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย จนเมื่อมีการฟื้นฟูสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างสองประเทศ จึงได้มีการแสวงหาหนทางความร่วมมือกันอีกครั้ง
แต่หากท่านหมายถึง “AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” 
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2510 หลังจากการลงนามในปฎิญญาสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Declaration of ASEAN Concord) หรือเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ปฏิญญากรุงเทพ (The Bangkok Declaration)
โดยสมาชิกผู้ก่อตั้งมี 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ซึ่งผู้แทนทั้ง 5 ประเทศที่ร่วมลงนามในปฏิญญากรุงเทพ ประกอบด้วย
1.นายอาดัม มาลิก รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย
2.ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติมาเลเซีย
3.นายนาซิโซ รามอส รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์
4.นายเอส ราชารัตนัม รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์
5.พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จากประเทศไทย
หลังจากจัดตั้ง ประชาคมอวเซียนเมื่อ 8 ส.ค.2510 แล้ว อาเซียนได้เปิดรับสมาชิกใหม่จากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มเติมเป็นระยะ ตามลำดับได้แก่
-บรูไนดารุสซาลาม เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 8 มกราคม 2527
-สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 28 กรกฏาคม 2538
-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 23 กรกฎาคม 2540
-สหภาพพม่า เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 23 กรกฏาคม 2540
-ราชอาณาจักรกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ 30 เมษายน 2542
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้งประชาคมอาเซียน
ประชาคมอาเซียน ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และเมื่อการค้าระหว่างประเทศในโลกมีแนวโน้มกีดกันการค้ารุนแรงขึ้น ทำให้อาเซียนได้หันมามุ่งเน้นกระชับและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันมากขึ้น วัตถุประสงค์หลักที่กำหนดไว้ในปฏิญญาอาเซียน (The ASEAN Declaration) มี 7 ประการ ดังนี้
1. ส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคมและวัฒนธรรม
2. ส่งเสริมการมีเสถียรภาพ สันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค
3. ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร์ และด้านการบริหาร
4. ส่งเสริมความร่วมมือซึ่งกันและกันในการฝึกอบรมและการวิจัย
5. ส่งเสริมความร่วมมือในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การค้า การคมนาคม การสื่อสาร และปรับปรุงมาตรฐานการดำรงชีวิต
6. ส่งเสริมการมีหลักสูตรการศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
7. ส่งเสริมความร่วมมือกับองค์กรระดับภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศ
 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก flagspot.net , สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ในสภาวะแห่งยุคทุนนิยม ที่เศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนและผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ประกอบกับประเทศต่าง ๆ นั้นอยู่รวมกันเป็นสังคมโลก ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายได้ จึงต้องมีการรวมตัวกันของประเทศในแต่ละภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ร่วมและพัฒนาประเทศในภูมิภาคไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ อาเซียน จึงได้มีข้อตกลงให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)

แต่ก่อนที่เราจะมาดูเนื้อหาสาระของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนนี้ เราจะมาย้อนดูกันรวมตัวกันของประเทศในอาเซียนว่ามีการรวมตัวกันได้อย่างไร จนมาเป็นอาเซียนในปัจจุบัน

โดยอาเซียนหรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN : The Association of South East Asian Nations) ได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 โดยประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต่อมาในปีพ.ศ.2527 บรูไน ดารุสซาลาม ได้เข้ามาเป็นสมาชิก ตามด้วยเวียดนามเข้ามาเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2538 ขณะที่พม่าและลาวเข้ามาเป็นสมาชิกใน พ.ศ.2540 และประเทศสุดท้ายคือกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อ พ.ศ. 2542 ปัจจุบันอาเซียนมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ

รู้จัก 10 ประเทศอาเซียน


บรูไน


1.บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)

ประเทศบรูไน มีชื่อเป็นทางการว่า "เนการาบรูไนดารุสซาลาม" มีเมือง "บันดาร์เสรีเบกาวัน" เป็นเมืองหลวง ถือเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะมีพื้นที่ประมาณ 5,765 ตารางกิโลเมตร ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีประชากร 381,371 คน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรเกือบ 70% นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามาเลย์เป็นภาษาราชการ

อ่านข้อมูลของประเทศบรูไนได้ที่นี่


กัมพูชา

2.ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)

เมืองหลวงคือ กรุงพนมเปญ เป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทยทางทิศเหนือ และทิศตะวันตก มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร หรือขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทย มีประชากร 14 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2550) โดยประชากรกว่า 80% อาศัยอยู่ในชนบท 95% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ แต่ก็มีหลายคนที่พูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเวียดนามได้

อ่านข้อมูลประเทศกัมพูชา ได้ที่นี่


อินโดนีเซีย


3.สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)

เมืองหลวงคือ จาการ์ตา ถือเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ 1,919,440 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากถึง 240 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) โดย 61% อาศัยอยู่บนเกาะชวา ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษา Bahasa Indonesia เป็นภาษาราชการ

อ่านข้อมูลประเทศอินโดนีเซีย ได้ที่นี่


ลาว

4.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) (The Lao People's Democratic Republic of Lao PDR)

เมืองหลวงคือ เวียงจันทน์ ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันตก โดยประเทศลาวมีพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศไทย คือ 236,800 ตารางกิโลเมตร พื้นที่กว่า 90% เป็นภูเขาและที่ราบสูง และไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเล ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม โดยมีประชากร 6.4 ล้านคน ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาหลัก แต่ก็มีคนที่พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

อ่านข้อมูลประเทศลาว ได้ที่นี่


มาเลเซีย


5.ประเทศมาเลเซีย (Malaysia)

เมืองหลวงคือ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร แบ่งเป็นมาเลเซียตะวันตกบคาบสมุทรมลายู และมาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว ทั้งประเทศมีพื้นที่ 329,758 ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากร 26.24 ล้านคน นับถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ใช้ภาษา Bahasa Melayu เป็นภาษาราชการ

อ่านข้อมูลประเทศมาเลเซีย ได้ที่นี่

ฟิลิปปินส์


6.สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)

เมืองหลวงคือ กรุงมะนิลา ประกอบด้วยเกาะขนาดต่าง ๆ รวม 7,107 เกาะ โดยมีพื้นที่ดิน 298.170 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 92 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และเป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเป็นอันดับ 4 ของโลก มีการใช้ภาษาในประเทศมากถึง 170 ภาษา แต่ใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาตากาลอก เป็นภาษาราชการ

อ่านข้อมูลประเทศฟิลิปปินส์ ได้ที่นี่


สิงคโปร์


7.สาธารณรัฐสิงคโปร์ (The Republic of Singapore)

เมืองหลวงคือ กรุงสิงคโปร์ ตั้งอยู่บนตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางเรือของอาเซียน จึงเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดในย่านนี้ แม้จะมีพื้นที่ราว 699 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น มีประชากร 4.48 ล้านคน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ แต่มีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติ ปัจจุบันใช้การปกครองแบบสาธารณรัฐ (ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีสภาเดียว)

อ่านข้อมูลประเทศสิงคโปร์ ได้ที่นี่


ประเทศไทย


8.ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

เมืองหลวงคือกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 513,115.02 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย 77 จังหวัด มีประชากร 65.4 ล้านคน (ข้อมูลปี พ.ศ.2553) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ

อ่านข้อมูลประเทศไทย ได้ที่นี่


เวียดนาม

9.สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam)

เมืองหลวงคือ กรุงฮานอย มีพื้นที่ 331,689 ตารางกิโลเมตร จากการสำรวจถึงเมื่อปี พ.ศ.2553 มีประชากรประมาณ 88 ล้านคน ประมาณ 25% อาศัยอยู่ในเขตเมือง ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์ ปัจจุบัน ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

อ่านข้อมูลประเทศเวียดนาม ได้ที่นี่


ประเทศพม่า


10.สหภาพพม่า (Union of Myanmar)

มีเมืองหลวงคือ เนปิดอว ติดต่อกับประเทศไทยทางทิศตะวันออก โดยทั้งประเทศมีพื้นที่ประมาณ 678,500 ตารางกิโลเมตร ประชากร 48 ล้านคน กว่า 90% นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หรือหินยาน และใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ

อ่านข้อมูลประเทศพม่า ได้ที่นี่



ประเทศอาเซียน

ตลอดระยะเวลา 44 ปีที่ผ่านมา อาเซียนได้เกิดความร่วมมือ รวมทั้งมีการวางกรอบความร่วมมือ เพื่อสร้างความเข็มแข็ง รวมถึงความมั่นคงของประเทศสมาชิกทั้งด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และในปี พ.ศ. 2558 อาเซียนได้วางแนวทางก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ ภายใต้คำขวัญคือ "หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม" (One Vision, One Identity, One Community) โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประชาคม คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน(ASEAN Political Security Community : APSC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC)

โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา ดังต่อไปนี้

1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community – ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง

2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย

มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020

ทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base)

ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน

ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงินและตลาดทุน การปะกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพิ้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน

กลุ่มสินค้าและบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยผ่อนปรนให้กับประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียตนาม สำหรับประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)


ความร่วมมือ


3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้นำในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีศักยภาพในการเป็นแกนนำในการสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง จึงได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาอาเซียน โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการศึกษา ซึ่งจัดอยู่ในประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ที่จะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่น ๆ ให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน และจะมีการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียน

Wednesday, July 11, 2012 11:00 AM
6
สิ่งที่เรียกว่าประชาคมอาเซียน 2558 ก็คือ การเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 นั่นเอง สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศจะก้าวเข้าสู่ความร่วมมือกันในมิติ
ใหม่ในอีก 3 ปีข้างหน้า (2558) ทั้ง 10 ประเทศอาเซียนจะเข้าใกล้ระยะที่เหมือนกับเป็นประเทศเดียวกันมากขึ้น
ประชากรของประเทศสมาชิกจะไปมาหา
สู่กันได้อย่างสะดวกและง่ายดายขึ้นไม่ต้องมีวีซ่าและไม่ต้องผ่านการตรวจอย่างเข้มงวด คือมีสภาพคล้ายๆ กับเป็นกลุ่มประเทศเดียวกัน โดยไม่ได้สูญเสีย
ความเป็นเอกราช และอธิปไตยของตนไป ดินแดนของใครเป็นอยู่อย่างไรก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนจะทำมาค้าขายกันอย่างสะดวก
มากขึ้น ไม่มีการจัดเก็บภาษีข้ามแดน หรือที่เรียกว่าภาษีศุลกากรระหว่างกัน นั่นคือในการส่งสินค้าข้ามแดนจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง
จะไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร หรือเสียในอัตราศูนย์ แต่อาจมีการตรวจสอบคุณภาพหรือคุณสมบัติบางอย่างของสินค้า จะมีความสะดวกสบายในเรื่อง
การพกพาหรือการโอนเงินระหว่างประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งได้ง่ายดายขึ้นกว่าแต่ก่อน
ไทยจะเตรียมตัวเข้าสู่เสรีอาเซียนอย่างไร? (คลิก)
3
ศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวถึง การปรับเปลี่ยนเวลาเปิดและปิดภาคเรียนในสถาบันอุดมศึกษา
เพื่อรองรับการ เปิดประชาคมอาเซียน ในปี 2558 เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันในหลักการปรับเปลี่ยนวันเปิดเทอมของสถาบันอุดมศึกษา
ให้อยู่ในช่วงกลางเดือน ส.ค.-ก.ย. ในปี 2557 เพื่อให้สอดคล้องกับประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก โดยเห็นว่าการปรับเวลา
ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์กับระบบอุดมศึกษาของไทย
“ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่าควรมีการปรับเวลาเปิดภาคเรียนให้สอดคล้องกับอาเซียน ขณะนี้ในแต่ละมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมและมีการเปิดหลักสูตรนานาชาติก็อาจเปิดเทอมตามสากลอยู่แล้ว คิดว่าในปี 2557 ทุกมหาวิทยาลัย น่าจะมีความพร้อมใน
การปรับเวลาเปิดเทอมในทุกหลักสูตรให้พร้อมกันทั้งหมด ขณะเดียวกันทาง ทปอ.ก็จะมีการพิจารณาปรับเรื่องการแอดมิชชั่นและรับตรง เพื่อให้นักเรียน
ได้มีเวลาในการเตรียมความพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยมากขึ้น จึงเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็ไม่จำเป็นต้อง
ปรับ ระบบการเปิดปิดภาคเรียนตามไปด้วย”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------26ประชาคมอาเซียนคืออะไร ประชาคมอาเซียนระกอบด้วยความร่วมมือ 3 เสาหลัก คือ
ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community – ASC)
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) และ
ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community - ASCC)

27 สัญลักษณ์อาเซียน

6
สัญลักษณ์อาเซียน
สัญลักษณ์อาเซียน คือ ต้นข้าวสีเหลือง 10 ต้น มัดรวมกันไว้ หมายถึง ประเทศสมาชิกรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สีน้ำเงิน หมายถึง สันติภาพและความมั่นคงสีแดง หมายถึง ความกล้าหาญและความก้าวหน้าสีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ และ
สีเหลือง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง


คำขวัญของอาเซี่ยน

"One Vision, One Identity, One Community"
"หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม "
1
2
9
4
5
6
7


90
3
91
92
ติดตามความคืบหน้าอาเซียนได้ที่นี่ http://aseanwatch.org/ (คลิก)
4

มีสมาคมอาเซียนในประเทศไทยหรือไม

สมาคมอาเซียน -ประเทศไทย จัดตั้งขึ้นในปี 2551 เพื่อเป็นช่องทางสำหรับประชาชนที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมกับการสร้างประชาคมอาเซียน สมาคมอาเซียนมีเป้าหมาย ที่จะเผยแพร่ความร่วมมือของอาเซียนในหมู่ประชาชน เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจของประชาชน ในการมุ่งไปสู่การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน ผ่านการทำกิจกรรม และการ มีส่วนร่วมกับอาเซียนต่อ ประชาชนทั่วประเทศ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และทำให้อาเซียนสามารถเข้าถึง ประชาชนพร้อมกับ
สร้างความตระหนัก รู้ว่าพวกเขาล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งของประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น ในอนาคต ทั้งนี้ผู้ที่สนใจจะสมัครเป็นสมาชิกสมาคมสามารถ ติดต่อกับสมาคมอาเซียนแห่งประเทศไทย ได้ที่ กระทรวงการต่างประเทศ โทรศัพท์ 02-6435000 ต่อ 4424

ข่าวการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๘ ของประเทศไทย
๔ กระทรวงหลัก ผนึกกำลังสร้างความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ๒๕๕๘

กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดจัดงานวันอาเซียน โดยมีการจัดเสนาและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่าง วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิถึงการสร้างความพร้อม สู่ ประชาคมอาเซียน และการเปิดเสรีทางการศึกษา ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ ณ หอประชุม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวจุไรรัตน์ แสงบุญนำ) ได้รับมอบจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการ ประชุมรัฐมนตรีศึกษาอาเซียน (ไม่เป็นทางการ) รัฐมนตรีศึกษาอาเซียน บวกสาม (ไม่เป็นทางการ) และรัฐมนตรีศึกษา EAS (ไม่เป็นทางการ) ระหว่างวันที่
๑๗ - ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนลตัล เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย
คลิกอ่านรายละเอียด

ลิงค์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาเซียน
ข่าวประชาสัมพันธ์อาเซียน
ศธ.กับความคืบหน้าของประชาคมอาเซียน
ภาพเสนอโลกอนาคตอาเซียน ปี 2558 เป็นการ์ตูน animation ใช้ภาษาอังกฤษเหมาะสมกับทุกคน

http://www.youtube.com/watch?v=aiQhqN-NdQc&feature=related
http://www.nfe.go.th/en/index.php?option=com_content&view=article&id=4&Itemid=21 http://www.asean.org
http://www.aseanthailand.org
http://www.mfa.go.th/web/1650.ph
รวมข่าวอาเซียน
แนวทางการจัดกิจกรรมค่ายอาเซียน
ประเทศไทยกับอาเซียน

9

17กำเนิดอาเซียน
อาเซียนมีจุดเริ่มต้นจากสมาคมอาสา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ได้ถูกยกเลิกไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการลงนามใน "ปฏิญญากรุงเทพ" อาเซียนได้ถือ กำเนิดขึ้นโดยมี รัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ หลังจาก พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา อาเซียนมีรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นจนมี 10 ประเทศปัจจุบัน กฎบัตรอาเซียน ได้มีการลงนามเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งทำให้อาเซียนมีสถานะคล้ายกับ สหภาพยุโรป มากยิ่งขึ้น เขตการค้าเสรีอาเซียน ได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2553 และกำลังก้าวสู่ความเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ใน ปี พ.ศ. 2558
อาเซียนหรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งได้ลงนามกันที่วังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม ความเข้าใจ อันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง สร้างสรรค์ความ เจริญทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม การกินดีอยู่ดีบนพื้นฐานของความเสมอภาค และ ผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก เมื่อแรกก่อตั้งในปี 2510 อาเซียนมีสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ในเวลาต่อมา บรูไนดารุสซาลาม ได้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 6 เมื่อปี 2527 เวียดนาม เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 7 ในปี 2538 ลาว และ พม่า เข้าเป็นสมาชิกพร้อมกันเมื่อปี 2540 และ กัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกล่าสุดเมื่อปี 2542 ทำให้ในปัจจุบันอาเซียนมีสมาชิกรวมทั้งหมด 10 ประเทศ สถานการณ์ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เปลี่ยนผ่านจากสภาวะแห่งความตึงเครียด และการเผชิญหน้าในยุค สงครามเย็น มาสู่ความมีเสถียรภาพ ความมั่นคงและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในปัจจุบัน ซึ่งทำให้อาเซียนกลาย เป็นภูมิภาค ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเป็นตัวอย่างของการรวมตัวของกลุ่มประเทศ ที่มีพลังต่อรอง ในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าของอาเซียนมีปัจจัยสำคัญจาก ความไว้ใจกันระหว่าง รัฐสมาชิก อันก่อให้เกิดบรรยากาศที่สร้างสรรค์และเอื้อต่อการเพิ่มพูน ความร่วมมือระหว่างกัน ไม่นานมานี้ ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายให้ภายในปี 2558 อาเซียนสามารถรวมตัวกันเป็น “ประชาคมอาเซียน” ทั้งในแง่การเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม โดยยึดประโยชน์สุขของ ประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นศูนย์กลาง นอกจากการเป็นสมาชิกก่อตั้งของอาเซียนแล้ว ตั้งแต่เดือน กรกฎาคมของปีที่แล้วจนถึงสิ้นปีนี้ ไทยยังดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนอีกด้วย โดยในฐานะประธานอาเซียน ไทยมีโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกเราได้จัดไปแล้วเมื่อเดือน
กุมภาพันธ์ที่ อ. ชะอำ และ อ. หัวหิน และเรากำลังจะจัดอีกครั้งระหว่าง วันที่ 23-25 ตุลาคม ศกนี้ นอกจากนี้ การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย ในช่วงหนึ่งปีครึ่งนี้ยังเป็นช่วงจังหวะเดียวกับที่อาเซียนมีผู้บริหาร สำนักเลขาธิการ เป็นคนไทย ซึ่งก็คือ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี เป็นคนไทยคนที่สองที่ได้ดำรงตำแหน่งในองค์กรนี้ โดยคนไทยคนแรกคือ แผน วรรณเมธี (2532-2536)
(TOP)

18ภูมิหลัง
เมื่อเดือนธันวาคม 2540 ผู้นำอาเซียนได้รับรองเอกสาร วิสัยทัศน์อาเซียน 2020 เพื่อกำหนดเป้าหมายว่า
ภายในปีค.ศ. 2020 (2563) อาเซียนจะเป็น
1) วงสมานฉันท์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - A Concert of Southeast Asian Nations
2) หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างมีพลวัต - A Partnership in Dynamic Development
3) มุ่งปฏิสัมพันธ์กับประเทศภายนอก - An Outward-Looking ASEAN
4) ชุมชนแห่งสังคมที่เอื้ออาทร - A Community of Caring Societies
ในการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคม 2546 ที่บาหลี ผู้นำอาเซียนได้ตอบสนองต่อการบรรลุ
วิสัยทัศน์ อาเซียนเพิ่มเติม โดยได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน (Declaration of ASEAN Concord II หรือ Bali Concord II) เห็นชอบให้มีการจัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ประชาคมอาเซียนนี้จะประกอบด้วย 3 เสาหลัก (pillars) ได้แก่ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community–ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community-ASCC) ต่อมา ในระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ที่เวียงจันทน์ ผู้นำอาเซียนได้รับรองและลงนามเอกสารสำคัญที่จะวางกรอบความร่วมมือเพื่อบรรลุการ ประชาคมอาเซียนต่อไป ได้แก่ 1) แผนปฏิบัติการของประชาคมความมั่นคงอาเซียน
2) กรอบความตกลงว่าด้วยสินค้าสำคัญซึ่งจะช่วยเร่งรัดความร่วมมือด้านสินค้าและบริการ 11 สาขา
(Wood-based products and automotives, Rubber-based products and textiles and apparels, Agro-based products and fisheries, Electronics, e-ASEAN and healthcare, Air Travel and tourism) ภายในปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553)
3) แผนปฏิบัติการประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน
ในระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 10 ผู้นำอาเซียนยังได้รับรอง แผนปฏิบัติการเวียงจันทน์
(Vientiane Action Programme - VAP)
เป็นแผนดำเนินความร่วมมือในช่วงปี พ.ศ. 254 7- 2553

โดยได้กำหนดแนวคิดหลักหรือ Theme ของแผนปฏิบัติการฯ ไว้ว่า “Towards shared prosperity destiny in an integrated, peaceful and caring ASEAN Community” VAP จึงเท่ากับเป็นการจัดลำดับความสำคัญของ แผนงานและโครงการของ ประชาคมอาเซียนที่จะเร่งปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตาม theme ดังกล่าว ที่ประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 10 เห็นชอบให้จัดตั้ง กองทุนเพื่อการพัฒนาอาเซียน (ASEAN Development Fund) โดยแปลงจากกองทุนอาเซียนเดิม เพื่อนำมาเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของแผน ปฏิบัติการเวียงจันทน์ (VAP) อันจะเป็นการส่งเสริมการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน และเป็นกองทุนที่สามารถ ระดมความสนับสนุนทั้งจากประเทศ คู่เจรจา และแหล่งทุนอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังอยู่ใน ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะสามารถจัดตั้งกองทุนดังกล่าว ได้ภายในปีนี้ โดยจะมีการลงนามความตกลง จัดตั้งกองทุนดังกล่าว ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 38 ในเดือนกรกฎาคม 2548
(TOP)


19ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community – ASC)

วัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งอาเซียน

เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และ
การบริหาร ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียน กับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเท
  • มีวัตถุประสงคที่จะทำให้ประเทศในภูมิภาคอยู่อย่างสันติสุข แก้ไขปัญหาภายในภูมิภาคโดยสันติวิธี และยึดมั่น ในหลัก ความมั่นคงรอบด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประชาคมความมั่นคงอาเซียนจะ (1) ใช้เอกสาร ทางการเมืองและกลไกของอาเซียนที่มีอยู่แล้วในการเพิ่มศักยภาพในการแก้ไข ปัญหาข้อพิพาทภายใน ภูมิภาค รวมทั้งการต่อต้านการก่อการร้าย การลักลอบ ค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ และการ ขจัดอาวุธ ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (2) ริเริ่มกลไกใหม่ๆ ในการเสริมสร้างความมั่นคง และกำหนด รูปแบบ ใหม่สำหรับความร่วมมือ ในด้านนี้ ซึ่งรวมไปถึงการ กำหนดมาตรฐานการป้องกัน การเกิดข้อพิพาท การแก้ไข ข้อพิพาท และการส่งเสริมสันติภาพ ภายหลังจาก การเกิดข้อพิพาท (3) ส่งเสริมความร่วมมือด้าน ความมั่นคง ทางทะเล ซึ่งอาเซียนยังไม่มีความร่วมมือด้านนี้ ทั้งนี้ ความร่วมมือ ข้างต้นจะไม่กระทบต่อนโยบายต่างประเทศ และความร่วมมือทางทหาร ของประเทศสมาชิกกับประเทศนอกภูมิภาค
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community - AEC)
  • ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กำหนดวัตถุประสงค์ตามวิสัยทัศน์อาเซียน 2020 ที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และสามารถแข่งขัน กับภูมิภาคอื่นๆ ได้ โดย
    (1) มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของสินค้า การบริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และ การลดปัญหา ความยากจนและความ เหลื่อมล้ำ ทางสังคมภายในปี ค.ศ. 2020
    (2) มุ่งที่จะจัดตั้งให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวและเป็นฐานการผลิต โดยจะริเริ่มกลไกและมาตรการใหม่ๆ ในการปฏิบัติตามข้อริเริ่มทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว
    (3) ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV) เพื่อลดช่องว่างของระดับการพัฒนา และช่วยให้ ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมในกระบวนการรวมตัวทาง เศรษฐกิจของอาเซียน
    (4) ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค ตลาดการเงิน และตลาดเงินทุน การประกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม กรอบความร่วมมือด้านกฎหมาย การพัฒนาความร่วมมือด้าน การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ โดยการยกระดับการ ศึกษาและการพัฒนาฝีมือ
  • ในการนี้ ผู้นำอาเซียนได้เห็นชอบให้เร่งรัดการรวมกลุ่มสินค้าและบริการสำคัญจำนวน 11 สาขา ให้เป็น สาขานำร่อง ได้แก่ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ / อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยวและการขนส่ง ทางอากาศ (การบิน) ซึ่งอาเซียนได้ดำเนินการดังนี้
  • กำหนดให้ประเทศสมาชิกรับผิดชอบในการจัดทำ Roadmap ในแต่ละสาขา ได้แก่
    * ไทย :
    ท่องเที่ยวและและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)
    • พม่า : สินค้าเกษตรและสินค้าประมง
    • อินโดนีเซีย : ยานยนต์และผลิตภัณฑ์ไม้
    • มาเลเซีย : ยางและสิ่งทอ
    • ฟิลิปปินส ์: อิเล็กทรอนิกส์
    • สิงคโปร์ : เทคโนโลยีสารสนเทศ และการบริการด้านสุขภาพ
  • จัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยการรวมกลุ่มสินค้าและบริการ 11 สาขาดังกล่าว คือ Framework
    Agreement for the Integration of the Priority Sectors และพิธีสาร สำหรับแต่ละสาขา คือ
    ASEAN Sectoral Integration Protocol อีก 11 ฉบับ เพื่อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการ ร่วมที่จะใช้ในการรวมกลุ่มสินค้าและบริการสำคัญทุกสาขา โดยมีมาตรการสำคัญคือ
    การเปิดเสรีการค้า สินค้า การค้าบริการ การลงทุน การอำนวยความสะดวกด้าน การค้า และ การลงทุน การส่งเสริมการค้า และการลงทุน และความร่วมมือ ในด้านอื่นๆ
  • กำหนดให้ปี ค.ศ. 2010 เป็น deadline สำหรับการรวมตัวของสินค้าและบริการ 11 สาขา ดังกล่าว โดยให้มีการผ่อนปรนสำหรับประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV)
ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community - ASCC)
  • ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    อยู่ร่วมกันในสังคมที่เอื้ออาทร ประชากรมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดี ได้รับการพัฒนาในทุกด้าน และมีความมั่นคงทางสังคม (social security) โดยเน้นการส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิ(1) การพัฒนาสังคม โดยการ ยกระดับความเป็นอยู่ของผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่อาศัยในถิ่นทุระกันดาร และส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่าง แข็งขันของกลุ่มต่างๆ ในสังคม
    (2) การพัฒนาการฝึกอบรม การศึกษาระดับพื้นฐานและสูงกว่าการพัฒนา ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การสร้างงาน และการคุ้มครองทางสังคม
    (3) การส่งเสริมความร่วมมือใน ด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ เช่นโรคเอดส์ และ โรคทางเดินหายใจ เฉียบพลันรุนแรง
    (4) การจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
    (5) การส่งเสริม การปฏิสัมพันธ์ ระหว่างนักเขียน นักคิดและศิลปินในภูมิภาค
  • แผนปฏิบัติการของประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน เน้นการดำเนินการใน 4 ประเด็นหลัก คือ
(1) สร้างประชาคมแห่งสังคมที่เอื้ออาทร โดยเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจน เสริมสร้างความเสมอภาค และการพัฒนามนุษย์ อาทิ การพัฒนาสตรี เด็กและเยาวชน การส่งเสริม สวัสดิการสังคม การพัฒนาชนบทและ ขจัด ความยากจน การพัฒนาการศึกษา และสาธารณสุข และการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ (human security) ในด้านต่างๆ ซึ่งรวมถึงการปราบปรามอาชญากรรม ข้ามชาติและการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ
(2) แก้ไขผลกระทบต่อสังคมอันเนื่องมาจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ โดยสร้างฐานทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถแข่งขัน ได้ดีและ มีระบบการป้องกันทางสังคมที่เพียงพอ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมแรงงาน และเสริมสร้าง ความร่วมมือ ในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สวัสดิการสังคม วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี และ สาธารณสุข (ปัญหาที่มา กับโลกาภิวัต เช่น โรคระบาด โรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ)
(3) ส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและการจัดการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง โดยมีกลไกที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์ ์สำหรับจัดการและดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ตลอดจนการป้องกันและขจัดภัยพิบัติด้าน สิ่งแวดล้อม
(4) เสริมสร้างรากฐานที่จะนำไปสู่ประชาคมอาเซียนในปี ค.ศ.2020 ซึ่งจะเป็นภูมิภาคที่ประชาชนตระหนักถึงอัตลักษณ์ (identity) ร่วมกันของภูมิภาคท่ามกลางความ หลากหลายทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ด้วยการส่งเสริม ความเข้าใจระหว่างประชาชนในระดับและวงการต่างๆ การเรียนรู้ ประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรมของ กันและกัน และ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของกันและกัน (การส่งเสริมด้านวัฒนธรรมและสนเทศ)
(TOP)

13

21 แผนปฏิบัติการของอาเซียน
กิจกรรมของอาเซียนยุคหลังสงครามเย็นได้ลดทอนความสนใจด้านการเมืองและความมั่นคง ในแผน ปฏิบัติการฮานอย ปี 2541 หลังจากการประกาศ “วิสัยอาเซียน 2020” เป็นการรองรับเขตการเสรีอาเซียน และแยกการหารือด้าน การเมือง และความมั่นคงในภูมิภาคเป็นอีกเวที หลังจากปฏิญญาบาหลี ปี 2545 ที่ให้สร้าง ประชาอาเซียนที่ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และความร่วมมือ ด้านสังคมวัฒนธรรม จึงได้บรรจุประเด็นด้านการเมือง และความมั่นคงกลับเข้ามาในแผนปฏิบัติการเวียงจันทร์ ปี 2547

ประชาคมที่ยึดถือคุณค่าและบรรทัดฐานร่วมกันบนพื้นฐานของกฏกติกา

ความร่วมมือในการพัฒนาทางการเมืองของอาเซียนมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย
เพิ่มธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม

1. ความร่วมมือในการพัฒนาการเมือง
1.1 ส่งเสริมความเข้าใจและการให้คุณค่าแก่ระบบการเมือง วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของรัฐภาคีอาเซียน
1.2 วางพื้นฐานสำหรับกรอบเชิงสถาบันเพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดการไหลเวียนข้อมูลอย่างเสรีเพื่อการสนับสนุนและช่วยเหลือ
ซึ่งกันและกัน ในระหว่างรัฐภาคีอาเซียน
1.3 ริเริ่มโครงการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในระหว่างรัฐภาคีของอาเซียนในการพัฒนายุทธศาสตร์ เพื่อเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม ระบบตุลาการและโครงสร้างพื้นฐานของกฎหมาย การบริการ สาธารณะที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และธรรมาภิบาลในภาครัฐและเอกชน
1.4 ส่งเสริมและการป้องกันสิทธิมนุษยชนและพันธกรณี
1.5 เพิ่มการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนในการผลักดันให้มีการริเริ่มเรื่องการพัฒนาทางการเมืองของอาเซียน
1.6 การป้องกันและการต่อต้านการคอรัปชั่น
1.7 ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

2. การพัฒนาและแบ่งปันบรรทัดฐาน
2.1 ปรับกรอบเชิงสถาบันของอาเซียนเพื่อให้สอดคล้องกับกฎบัตรอาเซียน
2.2 ส่งเสริมให้รัฐที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาสัมพันธไมตรีและ ความร่วมมือในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
2.3 สร้างหลักประกันว่าจะมีการดำเนินการตามปฏิญญาว่าการปฏิบัติของฝ่ายต่างๆอย่างเต็มที่เพื่อ สร้าง หลักประกันสันติภาพ และเสถียรภาพในทะเลจีนใต้
2.4 สร้างหลักประกันว่าจะมีการดำเนินการตามสนธิสัญญาว่าด้วยเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ของเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้และ แผนปฏิบัติการของสนธิสัญญานี้
2.5 ส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลอาเซียน
11

ภูมิภาคที่เป็นปึกแผ่น มีสันติภาพและสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งมีความรับผิดชอบ ร่วมกันเพื่อความมั่นคงในทุกด้าน

ในการสร้างประชาคมที่มีความมั่นคงทางการเมืองที่มีสันติภาพ เป็นปึกแผ่นและสามารถรับมือกับ สถานการณ์ต่างๆ นอกเหนือจากความมั่นคงตามแบบจารีต

1. มาตรการป้องกันความขัดแย้ง/การสร้างความเชื่อมั่น
1.1 ส่งเสริมความเข้มแข็งของมาตรการสร้างความเชื่อมั่นโดยใช้โอกาสในการแลกเปลี่ยนและ ปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเจ้าหน้าที่ ฝ่ายทหารและระหว่าง เจ้าหน้าที่ฝ่าย ทหารกับบุคลากรพลเรือนที่มีเพิ่มขึ้น
1.2 สนับสนุนให้มีความโปร่งใสและความเข้าใจอย่างชัดเจนในนโยบายด้านการป้องกันประเทศ และความตระหนัก ในเรื่องความมั่นคง
1.3 จัดตั้งกรอบของสถาบันที่มีความจำเป็นต่อการสร้างความเข้มแข็งของกระบวนการของการ ประชุมภูมิภาค เพื่อสนับสนุน ประชาคมการเมืองแล ความมั่นคงของ อาเซียน (ASEAN Political Security Commission: APSC)

2. การตกลงแปซิฟิกในกรณีความขัดแย้ง
2.1 การเสริมสร้างการตกลงแปซิฟิกในกรณีความขัดแย้งบนรูปแบบที่มีอยู่แล้วและพิจารณา การสร้างความเข้มแข็ง ด้วยการเพิ่ม กลไกที่จำเป็น
2.2 จัดทำการศึกษาวิจัยและการแลกเปลี่ยนของศูนย์ต่างๆของอาเซียนที่มีการปฏิบัติงานที่มี ประสิทธิภาพด้านการจัดการ ในกรณีเกิดความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และ การทำให้เกิดสันติภาพ
2.3 การพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคง
2.4 การพัฒนาให้มีการริเริ่มสนับสนุนการดำเนินงาน

3. การสร้างสันติภาพภายหลังเกิดความขัดแย้ง
3.1 เสริมสร้างความเข้มแข็งในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอาเซียน
3.2 การดำเนินงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และโครงการสร้างขีดความสามารถให้กับประชาชนในพื้นที่ภายใต้การฟื้นฟู และการก่อสร้างภายหลังจากที่เกิดความขัดแย้ง
3.3 การเพิ่มความร่วมมือในด้านความสมานฉันท์

4. ความมั่นคงในรูปแบบที่ไม่ยึดถือตามประเพณี
(อาชญากรรมข้ามชาติ – การก่อการร้าย, การค้ามนุษย์, การลักลอบค้ายาเสพติด, โจรสลัด, การลักลอบค้าอาวุธสงคราม, อาชญากรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาชญากรรมคอมพิวเตอร์)
4.1 การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการร่วมมือในเรื่องความมั่นคงที่ไม่ได้ยึดถือตามประเพณี การต่อสู้กับอาชญากรข้ามชาติ และปัญหาเรื่องเขตแดนอื่นๆ
4.2 การเพิ่มความพยายามในการต่อต้านการก่อการร้ายโดยการให้สัตยาบันในเบื้องต้นและการดำเนินงาน อย่างเต็มที่ของอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการก่อ การร้าย (ASEAN Convention on Counter-Terrorism)

การเคลื่อนไหวและการมองออกไปนอกภูมิภาคในยุคโลกภิวัฒน์

1. การเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อความเป็นกลางของอาเซียนในโครงสร้างของภูมิภาค
2. การสนับสนุนด้านการเพิ่มความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรนอกอาเซียน
3. ความร่วมมือว่าด้วยประเด็นที่น่ากังวลในโลก
(TOP)

22ผลการปฏิบัติงานของอาเซียน
จากความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกของอาเซียน ตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน อาเซียนได้ ปฏิบัติงาน ตามโครงการ เพื่อ สนองวัตถุประสงค์ โดยจัดให้มีโครงการดำเนินการผลิตสินค้าทาง อุตสาหกรรมเพื่อจำหน่าย ซึ่งแบ่งการรับผิดชอบออก เป็นประเทศ เช่น การผลิตปุ๋ยยูเรียเป็นโครงการของประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย การผลิตเวชภัณฑ์เป็นโครงการของ ประเทศสิงคโปร ์ เป็นต้น มีการจัดตั้งหน่วยงานสำรองข้าวยามฉุกเฉินในประเทศสมาชิก เพื่อเตรียมรับภัยพิบัติที่อาจ เกิดจากธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือทางด้านสังคม เช่น ด้านความร่วมมือของสตรี อาเซียนได้จัดตั้งโครงการ สตรีอาเซียนขึ้น เพื่อให้สตรีอาเซียน ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นต่างๆ เกี่ยวกับบทบาทของสตรีต่อการพัฒนาสังคม สาธารณสุข และโภชนาการ เพื่อเสริมสร้างพลานามัย และให้ความ รู้ด้านต่างๆ เกี่ยวกับเยาวชน เพื่อส่งเสริม และพัฒนา ความร่วมมือระหว่างเยาวชนของประเทศสมาชิก โดยจัดทำโครงการต่างๆ เช่น โครงการมหกรรมเยาวชนอาเเซียน โครงการมิตรภาพ โครงการเรือเยาวชนอาเซียน เป็นต้น
อาเซียนได้จัดความร่วมมือในด้านวัฒนธรรมและสนเทศ เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรม และ ขนบธรรมเนียม ประเพณีเก่าๆ ไว้หลายโครงการ เช่น ด้านภาพยนตร์ จัดให้มีงานมหกรรม ภาพยนตร์ประจำปีอาเซียน ด้านดนตรี มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ทางดนตรีสำหรับเยาวชนอาเซียน ด้านศิลปะการแสดงมีการ แลกเปลี่ยนนักแสดง และการแสดงวัฒนธรรมของประเทศ สมาชิก ตามโครงการแลกเปลี่ยนศิลปิน จัดเป็นงานมหากรรม นาฏศิลป์อาเซียน และงานมหกรรมดนตรี อาเซียน ด้านการต่อต้านยาเสพติด โดยการลงนามในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยหลักในการต่อต้าน การใช้ยาเสพติด ( TOP)

23 อาเซียนในปัจจุบันและทิศทางในอนาคตนับตั้งแต่การก่อตั้ง ASEAN เมื่อปี 2510 จนถึงปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าอาเซียนประสบความสำเร็จใน การบรรลุถึง เป้าหมายสำคัญๆ และ เจตนารมย์ที่กำหนดไว้ในปฏิญญากรุงเทพฯ อย่างน่าพอใจ ทั้งใน ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและด้านการพัฒนา ความสัมพันธ์กับโลกภายนอก ความสำเร็จประการหนึ่งน่าจะได้แก่การดำเนินการเพื่อให้ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต ้ หันหน้าเข้าหากัน และร่วมมือกัน มากขึ้นในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งการรวมตัวกัน ของประเทศ ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้กรอบ ความร่วมมือ อาเซียนกำลังพัฒนาเป็นรูปเป็น ร่างอย่างต่อเนื่อง ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม อาเซียนในวัย 33 ปี กำลังประสบกับเงื่อนไขใหม่ๆ หลายประการทั้งจากปัจจัย ภายใน และภายนอกภูมิภาคซึ่งท้าทายกระบวนการ รวมตัวและความเป็น ปึกแผ่นของ ประเทศสมาชิก และบั่นทอนความน่าเชื่อถือและบทบาท ขององค์กรอาเซียนด้วย จึงมีความ จำเป็นที่ประเทศสมาชิกจะต้อง มีความตื่นตัวและให้ความสนใจในการร่วมกันแสวงหาแนวทางในการ เผชิญกับสิ่งท้าทายต่างๆเหล่านี้ต่อไป
ความมั่นคงทางการเมืองในภูมิภาค
ภายหลังจากสงครามเย็นยุติลง และการแก้ไขปัญหากัมพูชา สถานการณ์ความมั่นคงทาง การเมืองใน ภูมิภาคโดย ส่วนรวม เริ่มดีขึ้นและยังคงมีแนว โน้มในทางบวกต่อไป โดยประเทศในอินโดจีนได้ เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนครบ ทุกประเทศแล้ว โดยกัมพูชาเข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกลำดับที่ 10
เมื่อปี 2542 ส่วนสถานการณ์ในติมอร์ตะวันออก กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นขณะเดียวกัน อาเซียนได้ผลักดันการจัดทำเอกสารแนวทาง ปฏิบัติระดับภูมิภาคในทะเล จีนใต้ (Regional Code of Conduct on the South China Sea) ระหว่างอาเซียนกับจีนซึ่งจะช่วย สร้างความไว้เนื้อ เชื่อใจระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสร้างความมั่นใจให้แก่ ่ประเทศนอก ภูมิภาค นอกจากนั้น อาเซียนยังคง ให้ความสนใจต่อสถานการณ์ ์ใน คาบสมุทรเกาหลี โดยล่าสุด ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการฯ ได้เชิญรมว.กต. เกาหลีเหนือมา เยือนไทยในช่วงการประชุม AMM ครั้งที่ 33 ในเดือน กรกฎาคม 2543 เพื่อจักได้มีโอกาส สัมผัสกับบรรยากาศ ของการประชุมและกระบวนการ ร่วมมือระดับภูมิภาค และมีโอกาส ได้พบปะกับประเทศอื่นรวมทั้ง ประเทศที่มีบทบาท เกี่ยวข้องกับ ปัญหาในคาบสมุทรเกาหลีด้วย ทั้งนี้ อาเซียนยังคงมีบทบาทนำในการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทางการเมือง และความมั่นในเอเชีย-แปซิฟิก (ARF) โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้เป็นกลไก ในการสร้างเสถียรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และป้องกันมิให้เกิดปัญหา ความขัดแย้ง ในภูมิภาค ทั้งนี้ ยังได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้สนธิ สัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) เป็นหลักในการ ดำเนินความสัมพันธ์ในภูมิภาค อีกทั้งได้พยายามเร่งการปฏิบัติตามสนธิสัญญา เขตปลอดอาวุธ นิวเคลียร ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ) และโน้มน้าวให้ประเทศที่มี อาวุธนิวเคลียร ์ เข้าร่วมใน สนธิสัญญาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคยังคงมีความแปรปรวนสืบเนื่องจากปัญหาในทะเลจีนใต้ ความขัดแย้ง ในคาบสมุทรเกาหลี ความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวัน ตลอดจนปัญหาภายในของบาง ประเทศ ในอาเซียน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพม่าและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อ ความมั่นคงของภูมิภาค ในขณะเดียวกัน อาเซียนยังต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ อาทิ ปัญหาข้ามชาติซึ่งทวีความ รุนแรง มากยิ่งขึ้นแล ต้อง อาศัยความ ร่วมมือ อย่างเป็นรูปธรรมในระดับภูมิภาค เพื่อแก้ไขปัญหา
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในอาเซียน
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนเริ่มมีเป้าหมายชัดเจนที่จะนำไปสู่การรวมตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศ ในภูมิภาค นับตั้งแต่การประชุม สุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 4 ณ สิงคโปร์ เมื่อปี 2535 มีดำริจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) นับแต่นั้นมากิจกรรมของอาเซียนได้ขยายครอบคลุมไป สู่ทุกสาขาหลักทางเศรษฐกิจ รวมทั้งในด้าน การค้า สินค้าและบริการ การลงทุน มาตรฐานอุตสาหกรรมและการเกษตร ทรัพย์สิน ทางปัญญา การขนส่ง พลังงาน และการเงิน การคลัง เป็นต้น โดยมีการกำหนดทิศทางโครงร่างและ แผนงานความร่วมมือ ตลอดจนระยะเวลาบรรลุผลที่ชัดเจน ภายใต้ วิสัยทัศน์อาเซียน ค.ศ. 2020 และแผนปฏิบัติ การฮานอย (Hanoi Plan of Action) ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่จะให อาเซียนเป็นเขต เศรษฐกิจ ที่มีการ ไหลเวียนของสินค้า การบริการ และการลงทุนอย่าง เสรี พัฒนาการที่สำคัญๆ มีดังนี้

ภายใต้ AFTA มีการร่นระยะเวลาการลดภาษีศุลกากรของ 6 ประเทศสมาชิกดั้งเดิม สำหรับสินค้า อุตสาหกรรม ให้เหลืออัตรา 0-5% ภายในปี ค.ศ. 2002 และ 0% ภายในปี ค.ศ. 2010 และสำหรับ สินค้าเกษตรให้เหลือ 0-5% ภายในปี ค.ศ. 2010
มีการเจรจาเปิดเสรีด้านการค้าบริการใน 7 สาขา (การขนส่งทางทะเล การขนส่งทางอากาศ การเงิน การคลัง วิชาชีพธุรกิจ การก่อสร้าง โทรคมนาคม และการท่องเที่ยว)เพื่อให้ประเทศสมาชิกเปิดเสรี ด้านการบริการ มากกว่าที่ผูกพันไว้ในกรอบ WTO ขณะนี้ อาเซียนได้เริ่มเจรจารอบใหม่โดยมี เป้าหมายให้การเปิดเสรี ครอบคลุมทุกสาขาการบริการ (รวม 12 สาขา) ภายในปี ค.ศ. 2020
มีการร่นเวลาการจัดตั้งเขตการลงทุนอาเซียน (AIA) จากเดิมปี ค.ศ. 2010 เป็นปี ค.ศ. 2003 ซึ่งมี จุดประสงค์เพื่อ จัดตั้งเขตการลงทุนอาเซียนที่มีความ ได้เปรียบและดึงดูดการลงทุนจากภายในและ ภายนอกภูมิภาค โดยครอบคลุมการ ลงทุนโดยตรงทั้งหมดยกเว้นการลงทุนด้านหลักทรัพย์ ทั้งนี้ประเทศ สมาชิกอาเซียนจะต้องเปิดอุตสาหกรรม (Market Access) ในทุกสาขาที่ไม่มีการขอยกเว้นไว้ และให้การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) แก่นักลงทุนอาเซียน กล่าวคือคนชาติของรัฐสมาชิกหรือนิติบุคคลของรัฐสมาชิก โดยทันทีสำหรับ 7 ประเทศสมาชิก ทั้งนี้ ความตกลง AIA มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2542 ซึ่งสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตที่มีการขอยกเว้นชั่วคราว ประเทศสมาชิกจะต้องยกเลิกภายในปี ค.ศ. 2003 มีการกำหนดมาตรการ เชื่อมโยง เส้นทางถนนหลวง 23 สาย สนามบินศุลกากร 36 แห่ง และท่าเรือ 46 แห่งทั่วภูมิภาค ให้อยู่ในระบบ โครงข่าย การขนส่งอาเซียน และจะมีการ อนุญาตและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการขนส่งใน แต่ละประเทศสามารถดำเนิน การขนส่งสินค้าผ่านแดน (Goods in Transit) ทั่วอาเซียนภายในปลายปีนี้ โดยจะขยายไปถึงการขนส่ง ข้ามแดน (Inter-state Transport) และการขนส่งหลายรูปแบบ (Multi-modal Transport) ด้วย ในอนาคตอันใกล้นี้ มีการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร แก่บริษัทต่างๆ ในอาเซียนที่มีการ แลกเปลี่ยนวัตถุดิบ /ส่วนประกอบ ระหว่างกันเพื่อนำไปผลิตสินค้าสำเร็จรูป /กึ่ง สำเร็จรูปตามโครงการ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม (AICO) แล้ว 40 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการ ผลิตรถยนต์ของ บริษัทญี่ปุ่น
การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนดังกล่าวข้างต้นมีผลในทางบวกต่อการค้าและการลงทุนอย่างชัดเจน โดยตลาดอาเซียนมีประชากรถึง 500 ล้านคน มีผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) รวมกันประมาณ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการค้าภายในภูมิภาคได้ ขยายตัวจาก 44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2536 (ก่อนความตกลง AFTA มีผลบังคับใช้) เป็น 73.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2541 และมูลค่าการลงทุน จากต่างชาติโดยเฉลี่ยต่อปีได้ ขยายตัวเช่นกันจาก 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2529-2534 เป็น 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2536-2540
อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของ อาเซียน อาทิการรับประเทศสมาชิกใหม่ ่ซึ่งทำให้ตลาดของ อาเซียนใหญ่ขึ้นแต่ในขณะเดียวกันก็แบ่งออก เป็น 2 กลุ่ม (two-tier) โดยปริยายเนื่องจากระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันมาก วิกฤตการณ์ทาง เศรษฐกิจและการเงินใน เอเชีย ก็ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศสมาชิกและต่อขีด ความ สามารถในการดำเนินโครงการ ที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมากอีกทั้งถูกใช้เป็นข้ออ้างโดยภาค เอกชนในท้องถิ่นให้มีการชะลอการเปิดเสรีทาง การค้าสินค้าและบริการด้วย นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ อาทิ ความพยายามที่จะให้ มีการค้ารอบใหม่ ในกรอบ WTO การเร่งเปิดเสรีในกรอบ APEC และการที่ จีนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญ ทางการค้า และการลงทุนของ อาเซียนล่าสุด มีบางประเทศที่เริ่มขอชะลอการ ลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าบางรายการในรายการยกเว้น การลดภาษีชั่วคราว (Temporary Exclusion List : TEL) ซึ่งมีกำหนดจะต้องนำเข้าสู่กระบวนการลดภาษี ภายในปี ค.ศ. 2000 นี้ และทยอย ลดภาษีให้เหลือ 0-5% ภายในปี ค.ศ. 2002 ตามพันธกรณีภายใต ้ AFTA แล้ว โดยมาเลเซียขอชะลอ การลดภาษีสำหรับสินค้าชุดประกอบรถยนต์ (Completely Knocked-Down: CKD) และรถยนต์ประกอบแล้ว (Completely Built-Unit: CBU) โดยอ้างว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ของมาเลเซีย ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ ทางเศรษฐกิจจึงต้อง มีการปกป้อง ไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งไทยได้พยายามขอให้มาเลเซีย ทบทวนท่าทีดังกล่าวมาโดย ตลอดเพราะเห็นว่าประเทศสมาชิก ควรต้องปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างเคร่งครัดมิฉะนั้น จะเป็นการสร้าง กรณีตัวอย่าง และส่งผลกระทบต่อ ภาพพจน์และความน่าเชื่อถือ ของอาเซียน นอกจากนั้น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ได้แจ้งว่าจะขอ ชะลอการลดภาษีสำหรับสินค้าน้ำตาล ซึ่งอยู่ใน รายการ TEL โดยจะขอโอนย้าย ไปสู่รายการสินค้าอ่อนไหว (sensitive list) แทนซึ่งกำหนดจะต้องเริ่มลดภาษี ในช่วงระหว่าง ปี ค.ศ. 2001-2003 โดยทยอย การลดภาษี ให้เหลือ 0-5% ภายในปี ค.ศ. 2010
ความร่วมมือด้านสังคม
ความร่วมมือด้านสังคมของอาเซียนในปัจจุบันมีความหลากหลายมาก รวมถึงการพัฒนาสังคม วัฒนธรรม การศึกษา สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี และการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความ เปลี่ยนแปลงทางสังคมที่รวดเร็วสืบเนื่องจากกระแสโลกาภิวัตน์ กอรปกับค่านิยมของ ประชาชนทั่วภูมิภาคที่เริ่มมี ความคาดหวังในเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิขั้น พื้นฐานอื่นๆ มากขึ้น ตลอดจน ผลกระทบจาก วิกฤตการณ์ทาง เศรษฐกิจที่ได้สร้างปัญหาการว่างงานและ ความยากจนที่ขยายช่องว่างระหว่าง คนรวยกับคนจนมากยิ่งขึ้น อาเซียนจึงได้เริ่ม ให้ความสำคัญลำดับต้น ต่อการร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคม และการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์
1 2 3 2

ทิศทางในอนาคต
เพื่อให้ ASEAN สามารถเผชิญกับสิ่งท้าทายต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นและในขณะเดียวกันเพื่อเป็นการ เสริมสร้าง รากฐาน แห่ง ความร่วมมือของประเทศ ในภูมิภาคในกรอบอาเซียน อาเซียนจำเป็นต้อง ผลักดันความร่วมมือในสาขาต่างๆ ให้มีความก้าวหน้าขึ้นและตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริง ของประชาชน จึงได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องต่างๆ ดังนี้
เสริมสร้างบทบาทของเวทีการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงใน ภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก ให้เป็นกลไกป้องกัน แก้ไขความขัดแย้งในภูมิภาค ตลอดจนพัฒนา บทบาท และการมีส่วนร่วมของ อาเซียนในการแก้ไข ป้องกันปัญหาหรือสถานการณ์ในภูมิภาค ได้อย่างทันเหตุการณ์ ซึ่งในเรื่องนี้ ไทยได้เสนอ ให้มีการจัดตั้ง กลุ่มผู้ประสานงาน อาเซียน (ASEAN Troika) เพื่อเป็นแกนนำในการส่งเสริม ให้อาเซียนสามารถ เผชิญสิ่งท้าทายต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที
ผลักดันการรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อขยายการค้าภายใน ภูมิภาคและ ชักจูงการลงทุน จากต่างชาติ ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลง ทางเศรษฐกิจของอาเซียน อย่างต่อเนื่อง และต้องมีการพิจารณาแนวทางความร่วมมือ รูปแบบใหม่ๆ ที่จะใช้เป็นพื้นฐานของความร่วมมืออาเซียน ต่อเนื่องจากที่มีการจัดตั้ง AFTA และ AIA แล้วในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งในเรื่องนี้ อาจรวมถึงการเปิดเสรีเต็ม รูปแบบ สำหรับสินค้าบางรายการที่อาเซียนมี ขีดความสามารถ ในการแข่งขันสูงระดับโลก (ASEAN Product Community) และการเปิดเสรีทาง พาณิชย์อิเล็กทรอนิคส์ภายใน อาเซียน เป็นต้น
เสริมสร้างการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศ/กลุ่มประเทศนอกภูมิภาคเพิ่มเติมจากกรอบ APEC และกับ สหภาพยุโรปในกรอบ ASEM โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกับ ประเทศในเอเชียตะวันออก ในกรอบ ASEAN+3: East Asia Cooperation ซึ่งเป็นดำริจากที่ประชุมสุดยอด ระหว่างผู้นำอาเซียน และผู้นำจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เมื่อเดือน พฤศจิกายน ศกนี้ และการพัฒนาความร่วมมือ กับเขตเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ เขตเศรษฐกิจระหว่าง ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (CER) และกลุ่มประเทศละตินอเมริกา เป็นต้น
เร่งรัดความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศลุ่มน้ำโขง โดยรณรงค์ให้ช่วงระหว่าง ปีค.ศ. 2000-2010 เป็นทศวรรษแห่งความร่วมมือ เพื่อ พัฒนาเศรษฐกิจในประเทศในลุ่มน้ำโขง เพื่อยก ระดับชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชน ในประเทศสมาชิกใหม่และสนับสนุนการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศ เหล่านี้ให้สอดคล้องกับ ตลาดของอาเซียน ทั้งนี้ โดยระดมความร่วมมือจากประเทศนอก ภูมิภาค องค์การระหว่าง ประเทศและ ภาค เอกชนด้วย
ร่วมกันเสริมสร้างโครงข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Nets) เพื่อเป็นมาตรการเสริมการ พัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการขจัดความยากจน การเพิ่มการจ้างงานที่มีผลผลิตที่สูงขึ้น และการ คุ้มครอง กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม ทั้งนี้ โดยระดมความร่วมมือและการสนับสนุนจากต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ และองค์การที่มิใช่ของ รัฐบาลด้วย
เร่งกำหนดแผนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับภูมิภาคที่มุ่งเน้นการ พัฒนาขีดความ สามารถของทรัพยากรมนุษย์เพื่อ สามารถปรับตัวเข้ากับวิทยาการสมัยใหม ่ ่และสภาพทางเศรษฐกิจตลอดจน ความต้องการของภาคธุรกิจ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ โดยการร่วมมือกับประเทศที่สามในลักษณะของ ความร่วมมือทวิภาคี ความร่วมมือ ในกรอบ เหลี่ยมเศรษฐกิจต่างๆ ตลอดจนความร่วมมือสามเส้า นอกจากนั้น ต้องมีการร่วมมือด้านการศึกษา ในระดับ ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การจัดทำเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน
(ASEAN University Network) เพื่อเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยของ ภูมิภาค และการพิจารณาจัดตั้ง
มหาวิทยาลัย ASEAN Virtual University เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มของมหาวิทยาลัย และ สถาบัน วิจัยโดยใช้ อินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีการศึกษา ทางไกลอื่นๆ
4 2 7
ตลอด 33 ปี ที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าอาเซียนได้วิวัฒนาการมาจากสภาวะความจำเป็นทางการเมือง เพื่อเป็นเวที ความร่วมมือในการเสริมสร้าง สันติภาพและความมั่นคงให้บังเกิดขึ้นในภูมิภาค โดยต่อมาอีกระยะหนึ่งเมื่อ สถานการณ์ทางการเมืองและ ความมั่นคงเริ่มพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น อาเซียนก็ได้มุ่งเน้นความสนใจไปส่ ความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยมีการจัดตั้ง AFTA เพื่อนำไปสู่การรวมตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ สมาชิกในสภาวะที่การแข่งขันทาง การค้าระหว่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น โดยจนถึงปัจจุบัน ความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจของอาเซียน ได้ขยาย เพิ่มขึ้นทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก และขณะนี้ อาเซียนได้เริ่มให้ความสนใจ มากขึ้นที่จะร่วมมือเพื่อการพัฒนาสังคม และปรับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนให้ดีขึ้น และกำลังจะหาทางพัฒนา ความร่วมมือในเชิงคุณภาพเพื่อให้ทุกฝ่าย และสังคมทุกระดับมีจิตสำนึกของความเป็น ประชาคมอาเซียน มากยิ่งขึ้น โดยให้อาเซียนเป็นองค์กรการที่สามารถเข้าถึง และตอบสนองความต้องการของ ประชาชนในภูมิภาคนี้ (TOP)

24 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกของอาเซียน นับว่าเป็นผลดีต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของประเทศเป็น อย่างมาก เนื่องจากสามารถ ต่อรอง ทางด้านทางการค้ากับประเทศสมาชิก นอกจากนี้การค้าระหว่างประเทศ สมาชิกด้วยกัน ได้ยึดหลักความถนัดในการผลิต หรือการ แบ่งประเภท อุตสาหกรรมให้ประเทศสมาชิก ทำการ ผลิตโดยไม่มีการผลิต แข่งขันกัน ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียน ดังนี้
1. ด้านการค้า ได้รับสิทธิพิเศษทางด้านการค้าด้วยการได้ลดหย่อนอัตราภาษีศุลกากร หรือ ยกเว้นภาษีที่ ประเทศไทยส่งไปขายยังประเทศ สมาชิก สำหรับสินค้าบางประเภท เช่นเดียวกับที่ประเทศสมาชิกได้รับจาก ประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงของเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา (AFTA : ASEAN Free Trade Area)
2. ด้านอุตสาหกรรม ได้ร่วมกับอาเซียนในการจัดตั้งโครงการอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสินค้าสำหรับ ทดแทนสินค้า ที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาเซียน ได้เลือกอุตสาหกรรมหลักให้ประเทศสมาชิกเลือก ทำการผลิต คือ ประเทศไทยผลิตเกลือหิน และโซดาแอช อินโดนีเซียและมาเลเซียผลิตปุ๋ยยูเรีย สิงคโปร์ผลิตเครื่องยนต์ดีเซล และฟิลิปปินส์ผลิตปุ๋ยฟอสเฟต โครงการนี้ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลง คือ ไทยเปลี่ยนเป็นผลิต แร่โพแทช สิงคโปร์ยกเลิก โครงการ ฟิลิปปินส์เปลี่ยนเป็นผลิตทองแดง แปรรูป ส่วนอินโดนีเซียและมาเลเซียยังคงผลิต ปุ๋ยยูเรียตามเดิม ซึ่งการร่วมมือนี้เป็นการร่วมมือ ระดับรัฐบาล ส่วนภาคเอกชนก็มีการร่วมมือกันในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยการแบ่งการผลิตชิ้นส่วน รถยนต ์ตามความถนัดของแต่ละประเทศ และต่อมมามี ีโครงการ แบ่งผลิต สินค้าอุตสาหกรรม โดย ผู้ผลิตจะต้องเป็น บริษัทเอกชนอย่างน้อย 2 บริษัท จากประเทศ สมาชิกอย่างน้อย 2 ประเทศ
3. ด้านการคลังและการธนาคาร นโยบายด้านการคลังและการธนาคาร ประเทศสมาชิกได้ตกลง ร่วมมือกันในด้าน การจัดตั้งตลาดตั๋วเงิน ที่ธนาคาร รับรอง จัดตั้งบรรษัทการเงินอาเซียน จัดตั้งคณะกรรมาธิการว่าด้วยการประกันภัย แห่งอาเซียน จัดตั้งกลไกยกเว้นการเก็บภาษีและ ป้องกันการเก็บภาษี ีซ้ำซ้อน และร่วมมือ กับประชาคมยุโรปในการ จัดตั้งกองทุนร่วมเพื่อการพัฒนา ระหว่างอาเซียนกับอีอีซี
4. ด้านการเกษตร อาเซียนได้มีการร่วมมือกันทางด้านการเกษตรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก โยบายด้านการเกษตรได้ดำเนินการไปหลายโครงการ เช่น โครงการการสำรองอาหาร เพื่อช่วยเหลือ ซึ่งกัน และกันในยาม ขาดแคลนในเวลาฉุกเฉิน โครงการจัดตั้งศูนย์วางแผนพัฒนาการเกษตรของอาเซียน โครงการ จัดการเกี่ยวกับ อาหารภายใต้ความร่วมมือของอาเซียน-ออสเตรเลีย โครงการเทคโนโลยี การประมง ภายใต้ ความร่วมมือของ อาเซียน-แคนาดา โครงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำภายใต้ความร่วมมือ ของอาเซียน-อีซี โครงการ จัดตั้งด่านกักกันโรคพืช และสัตว์ในภูมิภาคอาเซียน โครงการตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์ไม้ป่า โครงการอนุรักษ์ และจัดการต้นน้ำลำธาร โครงการปลูก ป่า และโครงการตลาดของ ทรัพยากรป่าไม้ นอกจากนี้ยังมี โครงการอื่นที่อยู่ใน ระหว่างการเจรจาตกลงอีกมาก
5. ด้านการขนส่งและคมนาคม เป็นนโยบายที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยเฉพาะทางด้านการขนส่งทางบก การเดินเรือและการท่าเรือ การบินพลเรือน การไปรษณีย์ และโทรคมนาคม
6. ด้านการเมือง ความสามัคคีระหว่างประเทศสมาชิกของอาเซียนในการแก้ปัญหาอินโดจีน ทำให้ทั่วโลกหันมา สนใจ และช่วยเหลืออินโดจีนมากขึ้น และยังช่วยแบ่งเบาภาระของประเทศไทย เกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพอีกด้วย
7. ด้านวัฒนธรรม ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศสมาชิกซึ่งเป็นการส่งเสริม ความเข้าใจอันดี ต่อกันมากขึ้น
(TOP)
1